iPhone 7 ตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกรุ่น 128GB

ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้ iPhone 7 ได้เปิดขายในไทยมาประมาณ 2 เดือนเศษแล้ว และแน่นอนมีผู้รีวิวในส่วนของสเป็คและตัวเครื่องไปมากแล้ว บทความนี้ของผมจึงไม่ได้เน้นที่จะมานำเสนอข้อมูลในแง่มุมนั้นซ้ำๆ อีก แต่อยากจะมาแชร์มุมมองในการตัดสินใจและเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกรุ่นที่ซื้อมานี้ซึ่งก็คือ iPhone 7 รุ่น 128 กิกะไบต์

ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนและเปลี่ยนเพื่องาน

เดิมทีผมใช้ iPhone 5 ซื้อมาตั้งแต่เปิดตัวใหม่ๆ ถึงวันที่ ไอโฟน 7 เปิดตัวก็เป็นเวลา 4 ปีเต็ม (5, 5S, 6 และ 6S) ถึงวันที่เปลี่ยน ไอโฟน 5 ของผมก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติ เว้นแต่แบตเตอรี่จะหมดเร็วเนื่องจากเสื่อมสภาพแล้ว ตั้งแต่ใช้มายังไม่เคยเปลี่ยนเลย

ในขณะที่บางคนเปลี่ยนปีต่อปี แต่ผมใช้มา 4 ปีเต็มคิดว่าคุ้มค่าและถึงเวลาแล้ว ไม่ได้ยึดติดกับรุ่นใหม่แต่อย่างใด ทีแรกไม่คิดจะสนใจ ไอโฟน 7 เลยด้วยซ้ำ และได้เปลี่ยนเอา 5S มาใช้ก่อนแล้วด้วยเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านั้นหลังจากที่เห็น ไอโฟน 7 เปิดตัวแล้วและรู้สึกเฉยๆ มากๆ

แต่เหตุผลที่ทำให้ต้องเปลี่ยนจาก 5S ไปเป็น iPhone 7 ในที่สุดก็คือ งานที่ทำอยู่มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายวิดีโอมากขึ้น นอกจากคอนเทนต์บทความที่ทำอยู่ ต้องขยับขยายไปทำคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วด้วยคุณสมบัติกล้องของไอโฟน 5S ก็เพียงพอสำหรับงานของผมนะ แต่ว่ารุ่นที่ใช้นั้นความจุน้อยไปสักหน่อยเพียง 16 กิกะไบต์เท่านั้น

พื้นที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ที่ผ่านมากับเรื่องของภาพถ่ายไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะหลังจากถ่ายภาพเสร็จในกรณีที่ไปเที่ยวเมื่อจบทริปกลับถึงบ้านก็จะอัปโหลดไปไว้ในคลาวด์ อีกทั้งภาพถ่ายในไอโฟนมีขนาดประมาณ 2.4 เมกะไบต์เท่านั้น 100 ภาพก็ใช้พื้นที่ประมาณ 2.4 กิกะไบต์ ไม่ได้เยอะมากจนทำให้มีปัญหา

จะว่าตลอดเวลาที่ใช้ไอโฟน 16 กิกะไบต์ก็ไม่ใช่ว่าเพียงพอเสียทีเดียว บ่อยครั้งที่จะถ่ายภาพหรือวิดีโอแล้วต้องสะดุดเพราะความจำเต็ม แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยติดเกม ไม่ได้เก็บเพลงเก็บหนังเก็บทุกอย่างไว้ในสมาร์ทโฟนเลยไม่ใช่ปัญหาสำคัญ พอจัดการได้ เพียงแต่บางช่วงเวลางานยุ่งเลยไม่มีเวลาจัดการกับพื้นที่ในไอโฟนบ้างก็แค่นั้น

แต่กับการถ่ายวิดีโอที่ต้องใช้พื้นที่มากกว่าในการถ่ายแต่ละครั้ง อีกทั้งบางงานอาจจะต้องถ่ายหลายไฟล์ การมีพื้นที่จำกัดอาจทำให้เสียงานได้ ในจังหวะที่สำคัญพื้นที่เต็มการที่จะต้องมานั่งลบไฟล์เพื่อเคลียร์พื้นที่คงทำไม่ได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยน!

iPhone SE ดีไหม หรือ iPhone 6S ดี

เมื่อคิดว่าต้องเปลี่ยนแน่ๆ แล้ว (เปลี่ยนอีกแล้ว) ก็ต้องชั่งใจนิดหนึ่ง เพราะสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องราคาไม่ใช่ถูกๆ อย่างน้อยก็ต้องมีหมื่นหกขึ้นไป ก็คิดๆ อยู่ว่าจะเอาแค่ iPhone SE ดีไหม เครื่องเล็ก สเป็คแรง หน้าจอเล็กก็ไม่ใช่ปัญหา ก็ใช้หน้าจอขนาดนั้นมาตลอด อีกทั้งก็ชอบรูปทรงเหลี่ยมๆ แบบนั้นด้วย แต่ราคาแบบเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญาก็ไม่ใช่ว่าถูกเสียทีเดียวนะ ตอนนั้นที่ดูๆ อยู่ iPhone SE รุ่น 64 กิกะไบต์ก็ประมาณ 22,xxx บาทเห็นจะได้ (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นรุ่น 32 กิกะไบต์มาขายแทน)

ถ้าราคาขนาดนี้เอา iPhone 6S ไม่ดีกว่าเหรอ (คุยกับตัวเอง) ได้หน้าจอใหญ่ขึ้นด้วย และฟังก์ชันบางอย่างที่ดีกว่า ส่วนราคาน่ะเหรอก็ราวๆ 24,xxx บาท มาถึงระดับสองหมื่นสี่แล้ว เอา iPhone 7 ไปเลยสิ รุ่น 32 กิกะไบต์ 26,500 บาท

ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่า ไอโฟน 7 ไปเลยแล้วกัน เพราะว่าซื้อครั้งนี้ก็คงใช้ยาวเหมือนที่ผ่านมา 3-4 ปี ก็เอารุ่นใหม่ที่เพิ่งขายในปัจจุบันไปเลย เหมือนจะจบแต่ก็ยังไม่จบเสียทีเดียว

32GB จะพอไหม 128GB แพงไปหรือเปล่า

ตอนนี้งบเริ่มบานปลาย รุ่นเลือกรุ่นไอโฟนเริ่มเลยเถิด สิ่งหนึ่งที่คิดอยู่ตลอดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาว่าจะซื้อรุ่นไหนด้วยก็คือเรื่องการถ่ายวิดีโออย่างที่บอกไป พอเริ่มมองอนาคตในมุมของวิดีโอก็ต้องมองที่ไฟล์ 4K มองที่การทำงานจริงๆ จังๆ เพราะที่ต้องการเปลี่ยนไม่ใช่รุ่นใหม่ๆ มีกล้องที่ดีกว่า แต่ปัญหาสำคัญคือ เรื่องของพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย

จากที่คิดว่าถ้าเปลี่ยนรุ่นใหม่คงเอาแค่ 32 กิกะไบต์ แต่เมื่อหาข้อมูลให้ละเอียดเกี่ยวกับขนาดของไฟล์โดยอ้างอิงจากไฟล์ที่มีความละเอียดมากที่สุดอย่างไฟล์ 4K คิดว่ารุ่นที่มีความจุ 32 กิกะไบต์ไม่น่าที่จะพอแน่ๆ ใช้ๆ ไปอาจจะเหมือนกับตอนที่ใช้ ไอโฟน 5 ความจุ 16 กิกะไบต์ ซะอีกก็ได้

ไฟล์ 4K ตามข้อมูลที่ลองหาดูพบว่าหากระยะเวลาในการถ่ายวิดีโอมีความยาว 1 นาที ขนาดของไฟล์จะอยู่ที่ 375 เมกะไบต์ ผมตีเผื่อๆ ไว้เลยว่า 400 เมกะไบต์ การถ่ายคลิปสั้นๆ อย่างน้อยก็ต้องมี 10 นาที ขนาดไฟล์ก็ต้งอยู่ที่ 4 กิกะไบต์ ถ้า 20 นาทีก็อยู่ที่ 8 กิกะไบต์ ถ้ามีการตัดต่อด้วยเพิ่มไตเติลเข้าไปอีกไฟล์หนึ่งๆ ก็ตกประมาณ 10 กิกะไบต์เข้าไปแล้ว

ถ้าซื้อรุ่น 32 กิกะไบต์มาใช้ ต้องเข้าใจว่าความจุที่ได้มาตอนที่ซื้อเครื่องจะไม่ใช่ 32 กิกะไบต์เต็มๆ ต้องลบไปประมาณ 5-7 กิกะไบต์เพราะถูกใช้งานในส่วนของระบบปฏิบัติการไปแล้ว ก็จะเหลือพื้นที่จริงๆ ผมคิดแบบเผื่อๆ เลยนะ เหลือแค่ 25 กิกะไบต์ ลงแอปพื้นฐานอย่างพวกโซเชียลมีเดียต่างๆ แอปแต่งภาพ 2-3 ตัว ไม่ลงเกมเลย ไม่ใส่เพลง ไฟล์หนังไม่ต้องคิด คิดซะว่าใช้ไปอีก 5 กิกะไบต์ เหลืออีก 20 กิกะไบต์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเหลือใช้ได้สบายๆ เอาไว้ลงเกมระดับ 1.xx กิกะไบต์ได้หลายเกมเลย แต่ตอนนี้อาจจะพอถ่ายวิดีโอได้สัก 1-2 คลิปเท่านั้น ไม่รู้จะพอด้วยหรือเปล่าน่ะสิ

128GB ไม่ได้มากเกินไปอย่างที่คิด

ตอนที่พิจารณาว่าจะเลือกรุ่น 32 หรือ 128 กิกะไบต์ รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยว่าทำไมนะ Apple ถึงตัดรุ่น 64 กิกะไบต์ออกไป คิดว่าเป็นรุ่นเป็นความจุที่ลงตัวสำหรับผมมากๆ เลย เพียงพอกับการใช้งานแน่นอน และไม่รู้สึกมากเกินความจำเป็นเกินไปด้วย แต่กับ 128 กิกะไบต์ผมจะใช้อะไรหมด Macbook Pro Retina ก็ยังใช้แค่ 128 กิกะไบต์เลย แต่สมาร์ทโฟนนี่มากไปจริงๆ (งบบานปลายไปเยอะเลย)

จากที่คิดว่า 26,500 บาท พอละ จบละ รุ่นใหม่ก็ใหม่ เจ็ดก็เจ็ด แต่พอตัดสินใจว่าจะเอาเจ็ดก็ไม่จบซะอีกนะ แต่ในเมื่อ 32 กิกะไบต์ยังไงก็ไม่พอแน่ๆ คิดมุมไหนก็ไม่พอ ก็ต้องตกลงปลงใจที่ 128 กิกะไบต์นั่นแหละ ในราคา 30,500 บาท

ตอนนี้ที่มาเขียนบทความนี้ผมใช้เครื่องมาได้ 2 สัปดาห์แล้ว แม้ว่ายังไม่ได้ลุยงานวิดีโอตามวัตถุระสงค์ของการซื้อเครื่อง แต่ก็ได้ใช้งานหลายๆ อย่างจนพอจะรู้ว่าความจุ 128 กิกะไบต์ก็ไม่ได้เยอะเกินไปนะ และทำให้เราได้ใช้งานสมาร์ทโฟนได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

ทันทีที่ได้เครื่องมาก็ตรวจสอบความจุหรือพื้นที่หน่วยความจำก่อนเลย ความจุที่เหลือหลังจากที่เปิดเครื่องครั้งแรกซึ่งมีเพียงระบบพื้นฐานจากโรงงาน ยังไม่ได้ติดตั้งหรือทำอะไรเพิ่มเลย ความจุอยู่ที่ 117 กิกะไบต์ หายไปเยอะเหมือนกันนะ

พอได้เครื่องมาก็ติดตั้งแอปพื้นฐานที่ใช้งานก่อนได้แก่แอปโซเชียงมีเดียทั้งหลาย เพิ่มแอ็กเคาต์อีเมล รายชื่อ แอป Utility อีก 3-4 ตัว ที่ไม่ได้ใช้พื้นที่อะไรมาก เป็นแอปที่ผมต้องใช้ประจำใช้มาโดยตลอด เป็นแอปไม่ใหญ่ เพราะตอนนั้นใช้รุ่น 16 กิกะไบต์ เหลือใช้จริงๆ ก็แค่ 10 กิกะไบต์ มาตอนนี้พื้นที่เหลือเพียบ ก็เลยทำสิ่งที่อยากทำบ้าง

แม้ผมจะไม่ได้เป็นคอเกม เล่นก็ได้ไม่เล่นก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อมีความจุขนาดนี้ก็เล่นสิ เพราะมีเกมที่สนใจคือเกมที่มีกราฟิกสวยๆ เช่นเกมของค่ายเกมลอฟท์ ส่วนใหญ่มีความจุดในระดับ 1 กิกอัพทั้งนั้น แล้วก็แอปจำพวกออกกำลังกาย วางแผนชีวิตทั้งหลาย เกมของเกมลอฟม์โหลดมา 5-6 เกม แอปจิปาถะนิดหน่อย ตรวจสอบความจุดู ตอนนี้เหลืออยู่ 90 กิกะไบต์

ดูเหมือนเยอะนะ แต่เมื่อคิดถึงไฟล์วิดีโอที่ว่าไปก็ถือว่ากำลังดี ผมลองถ่ายวิดีโอ 4K ดูแล้ว ขนาดของไฟล์ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้มา ความยาววิดีโอ 1 นาที จะมีขนาดไฟล์ประมาณ 350-380 เมกะไบต์ ถ้าถ่ายงานจริงๆ จังๆ ตีซะไฟล์ละ 15 กิกะไบต์เลยแล้วกัน พื้นที่เหลือก็พอให้ผมเก็บไฟล์วิดีโอและทำงานตัดต่อสไตล์ MoJo (Mobile Journalism) บน iPhone 7 เลยได้สบายๆ สัก 5-6 ไฟล์ก่อนที่จะแบ็กอัพไปเก็บไว้ในคลาวด์

นี่ก็เป็นการเลือกซื้อ ไอโฟน 7 ของผมครับ และเป็นประสบการณ์ในการใช้ไอโฟนที่มีความจุขนาด 128 กิกะไบต์ครั้งแรก ผมเห็นมีคนจำนวนไม่น้อยที่สนใจไอโฟนแต่ลังเลในเรื่องของความจุ เพราะมันเพิ่มหน่วยความจำภายนอกไม่ได้ ครั้นจะเลือกรุ่นที่มีความจุมากๆ ก็ต้องเพิ่มเงินอีกไม่น้อยเหมือนกัน อย่างผมจากรุ่นที่คิดไว้ตอนแรกสุดท้ายก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกสี่พันบาท แต่จ่ายแล้วจบ และใช้งานได้ลงตัวก็โอเค ในระยะยาวแล้วคงคุ้มค่า (บอกตัวเองว่า เราซื้อมาทำงาน !!!)

เก็บตก! เก็บตกเรื่องสีนิดหนึ่ง ตอนแรกที่จะไปซื้อคิดว่าเอาสีดำด้านแน่ๆ ดูดิบๆ เท่ๆ แต่พอไปถึงที่ร้านเกิดความลังเล ระหว่างสีดำเงา (Jet Black) กับดำด้าน พอรู้ว่าดำเงานอกจากเป็นสีใหม่แล้ว ยังเป็นรุ่นเดียวที่กล่องเป็นสีดำ สุดท้ายเลยเลือกสีดำเงามา ทั้งๆ ที่จริงๆ กล่องก็ไม่ได้ใช้เก็บไว้ในตู้ (ใครจะรู้) แต่ว่าดำเงาก็สวยดีครับ

Comments

comments

You may also like...